สำหรับวังเก่าที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน
ได้แก่
1.วังจะบังติกอ
สร้างในสมัยตน(กระผม)มูฮัมหมัด ( พ.ศ. 2388- 2399) เชื้อสายราชวงค์กลันตันซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองปัตตานี วังจะบังติกอตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานีตรงสามแยกตำบล จะบังติกอในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ตัววังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บนเนื้อที่ 7 ไร่ วังนี้สร้างโดยสถาปนิกชาวจีน ตัววังล้อมรอบด้วยกำแพงทึบก่ออิฐถือปูน รูปทรงของวังเป็นบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ หลังคาทรงปั้นหยา หรือแบบลีมะ ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูง 1 เมตร สร้างด้วยไม้ ภายในอาคารมีห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่ทำงานของเจ้าเมือง ส่วนด้านหลังของห้องโถงจะเป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาและบริวารวังจะบังติกอได้ใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองในท้องถิ่นและเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองปัตตานี คนต่อ ๆ มาได้แก่ ตน(กระผม)ปูเต๊ะ บุตรชายคนโตของตน(กระผม)มูฮัมหมัด เมื่อตน(กระผม)ปูเต๊ะถึงแก่กรรม บุตรชายคนโต คือ ตน(กระผม)ตีมุง ได้เป็นเจ้าเมือง ต่อจนกระทั่งถึงสมัยตน(กระผม)อับดุลกอร์เดร์ เจ้าเมืองคนสุดท้าย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั่วประเทศ จึงได้ยุบเมืองต่าง ๆ ทั้ง 7 เมืองได้แก่ เมืองปัตตานี ยะหริ่ง ยะลา รามันห์ สายบุรี ระแงะ และหนองจิก รวมเป็นมณฑล เรียกว่า มณฑลปัตตานี ต่อมาวังซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองก็เปลี่ยนสภาพไปกลายเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของบุตรหลานและบรรดาญาติ ๆ สืบต่อมาถึงปัจจุบัน

2. วังยะหริ่ง
วังนี้สร้างโดยพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม ในปี พ.ศ. 2438 ตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 ตำบลยามู ในเขตสุขาภิบาลยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ลักษณะรูปทรงของวัง เป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ แบบเรือไทยมุสลิมผสมกับแบบบ้านแถบยุโรป ตัววังเป็นรูปตัวยู ( U ) ชั้นบนภายในอาคารจัดเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ด้านข้างของตัวอาคารทั้ง 2 ด้านเป็นห้องสำหรับพักผ่อนของเจ้าเมืองและบุตรธิดา ข้างละ 4 ห้อง ชั้นล่างเป็นลานโล่งแบบใต้ถุนบ้าน
ลักษณะเด่นของบ้านคือ บันไดโค้งแบบยุโรป ช่องแสงประดับด้วยกระจกสีเขียว แดง และน้ำเงิน ช่องระบายอากาศและหน้าจั่วทำด้วยไม้ ฉลุเป็นลวดลายพรรณพฤกษา ตามแบบศิลปะชวาและศิลปะแบบตะวันตก ทำให้ตัววังสง่างามมากในปัจจุบันวังยะหริ่งได้รับการดูแลจากเจ้าของวังเป็นอย่างดี โดยมีการบูรณะครั้งหลังสุดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 ปัจจุบันมีสภาพสมบูรณ์



3. วังสายบุรี
ตั้งอยู่เลขที่ 34 ถนนกลาพอ ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี วังนี้สร้างโดยสถาปนิกชาวชวาและช่างท้องถิ่น เมื่อปี พ.ศ. 2428 ในสมัยพระยาสุริยสุนทรบวรภักดี เจ้าเมืองสายบุรี ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะรูปทรงของวังสายบุรีเป็นอาคารไม้ทั้งหลังมี 2 ชั้นหลังคาทรงปั้นหยา เป็นเรือนไทยมุสลิมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมของชวา ตัววังเป็นรูปตัวแอล ( Lป จากระยะเวลาอันยาวนานทำให้ตัววังทรุดโทรมลง ไม่ได้มีการซ่อมแซมทำให้ขั้นบนไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัย ลักษณะเก่นของวังสายบุรี คือ พื้นไม้ทำด้วนไม้ตะเคียนปูพื้น เป็นเส้นทแยงมุมมีแกนกลางตีเน้นเป็นฟันปลา ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง สำหรับช่องระบายอากาศ นิยมฉลุไม้เป็นลวดลายพรรณพฤกษาตามแบบศิลปะชวา นอกจากนี้ เชิงชายตกแต่งโดยใช้ทองเหลืองฉลุโปร่งด้วยลวดลายพรรณพฤกษาตามแบบศิลปะชวา

4. วังพิพิธภักดี
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวังสายบุรี สืบเนื่องจากพระพิพิธภักดีได้มาหลงรักหลานสาวพระยาสุริยสุนทรบวรภักดี บุตรชายเจ้าเมืองยะหริ่งต่อมาได้แต่งงานกับหลานสาวพระยาสุริยสุนทรบวรภักดี จึงได้สร้างวังพิพิธภักดีเป็นเรือนหออยู่ใกล้ ๆ กับวังสายบุรีนั่นเอง วังพิพิธภัคดีเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ช่างท้องถิ่นเป็นผู้สร้างโดยนำศิลปะแบบตะวันตกและศิลปะของท้องถิ่นมาผสมผสานกัน คือ มีหน้ามุขแบบตะวันตก ลูกกรงบันไดเป็นลายปูนปั้นรูปดอกไม้ ลักษณะเก่นอีกประการหนึ่ง คือ ผนังกั้นห้องภายในอาคารเป็นผนังโค้งอิทธิพลตะวันตก มีช่องลมเป็นลวดลายพรรณพฤกษาอิทธิพลศิลปะชวา ปัจจุบัน วังพิพิธภักดียังคงมีสภาพสมบูรณ์ โดยได้มีการดูแลตกแต่งวังหลังนี้ให้คงอยู่ในสภาพเดิม วังพิพิธภักดีจึงเป็นวังอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ที่คงความงดงามอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน

5.วังหนองจิก
ตั้งอยู่ที่บ้านตุยง ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก เจ้าเมืองหนองจิกคนสุดท้ายคือ พระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์วาปีเขตมุจลินท์นฤบดินทร์สวามิภักดิ์ (พ่วง ณ สงขลา ) เป็นผู้อยู่อาศัยในวังนี้ ประวัติการก่อสร้างสันนิษฐานว่าอาจสร้างมาตั้งแต่เจ้าเมืองหนองจิกคนก่อน (ทัด ณ สงขลา ) ก่อนปี พ.ศ.2437 ตัววังที่เหลืออยู่ประกอบด้วยอาคารบริวาร 2 หลัง เป็นอาคารชั้นเดียว แต่ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร สำหรับอาคารที่เป็นตัววังนั้นถูกรื้อถอนไปในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา วังหนองจิกล้อมรอบด้วยกำแพงวัง และซุ้มประตูแบสถาปัตยกรรมจีน ภายในบริเวณวังมีบ่อน้ำ แผ่นอิฐปูพื้นขนาด 1x1 ฟุต สภาพยังสมบูรณ์ ส่วนอาคารบริวารที่เหลืออยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก กรมศิลปากรมีโครงการบูรณะในปีงบประมาณ 2543









